คำนำ
สังคมไทยมีชนชั้นต่างๆ ดำรงอยู่ มีการกดขี่ขูดรีดกันทางชนชั้นมานาน หลายร้อยปี จนถึงปัจจุบัน มีพัฒนาการด้านการ”กดขี่-ขูดรีด” จาก ปล้นชิงเอาง่ายๆ ต่อหน้าต่อตา ไปจนถึงระบบปล้นชิงที่ใช้อาวุธ กฎหมาย เทคโนโลยี วิธีการที่สลับซับซ้อนจนยากที่จะเข้าใจได้ง่ายๆ
ฝ่ายพวกโจรผู้ปล้นได้จงใจบริหารการปล้นชิงอย่างรุนแรงทารุณ และหลอกลวง จนทำให้ประชาชนผู้ถูกปล้น “จำยอม”รุ่นแล้วรุ่นเล่า ถึงลูกหลานปัจจุบัน ฝ่ายผู้ถูกปล้นไม่รู้ว่าตนกำลังถูกปล้น ไม่รู้ว่าใครปล้นชิงความมั่งคั่งไปจากบรรพบุรุษและมือของตนเองไป”
มีแต่ “อาการยากจนข้นแค้นเท่านั้น มาปรากฎต่อชีวิตครอบครัวของเขาและประชาชนคนทำงาน แต่คนทำงานเองก็กลับเห็นว่า ความยากจนทุกข์ร้อนมาจากชาติปางก่อน ถึงกับหลงไปยกย่องเทิดทูนโจร ครอบครัวโจร ชนชั้นโจรที่กดชี่ขูดรีดปล้นชิงเสียอีกด้วย ”
สมัยก่อน คนไทยถูกกดต่ำลงเป็นไพร่ทาสเป็นสัตว์แรงงาน ที่ต้องทำมาหาเลี้ยงชนชั้นสูงฟรีๆ ไม่มีค่าแรงและห้ามขัดขืน การขัดขืนมีมีโทษถึงตายโดยไม่มีองค์กรตุลาการพิจารณาตัดสินที่เป็น “กลาง”แต่อย่างใด โจรฆ่าเจ้าของผลผลิตได้อย่างไม่มีความผิด
ปัจจุบัน เครื่องมือการผลิตพัฒนาไป ทำให้คนในสังคมพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และปรับปรุงการปกครองและการปล้นชิงไปด้วยเช่นกัน ผู้คนทั้งสองฝ่ายต่างเชื่อมร้อยสัมพันธ์เป็นสายโซ่วิทยาศาสตร์การกดขี่ขูดรีด มีความสัมพันธ์กันหลายรูปแบบ ทั้งแบบพึ่งพิงกัน ยินยอม จำยอม หลงยอม และแบบขัดแย้งต่อสู้กัน ซึ่งเป็น”คู่ขัดแย้งพื้นฐานที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง” มาตลอดระยะประวัติศาสตร์จวบจนปัจจุบัน
เมื่อชนชั้นหนึ่งผูกขาดอำนาจ ในการกำหนดฐานะทางชนชั้น มีอำนาจกำหนดการถือครองที่ดิน ทรัพย์สิน และชิงผลผลิตของอีกชนชั้นหนึ่งได้นั้น ทำให้การต่อสู้ขัดแย้ง ต้านยัน ขัดขืน กันและกันในสังคม ก็มีมาโดยตลอดเช่นกัน
การต่อสู้ทางชนชั้นมีมาโดยตลอด ทั้ง ๓ มิติ คือ การเมือง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม
( ระบบคิด จิตสำนึก) เช่น
1. ทางการเมือง มีการต่อสู้ระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง ใครจะปกครองใคร? กฎหมาย รัฐบาล กลไกรัฐ ข้าราชการ จะรับใช้ใคร? อำนาจจะเป็น “ของ”ใคร? ใครจะเป็น ผู้ “ใช้”อำนาจ และใครจะได้ผลประโยชน์มากที่สุดในการใช้อำนาจนั้น
กลไกรัฐ หน่วยงานรัฐ และบุคคลากรในหน่วยงานจะอำนวยงานให้กับชนชั้นใด ระหว่างชนชั้นคนทำงานกับชนชั้นคนอยู่ฟรีกินฟรีที่เพียงแต่ถือครองระบบกรรมสิทธิ์เท่านั้น ก็ได้กินฟรีอยู่ฟรีสุขสำราญกันทั้งชนชั้น
2. ทางเศรษฐกิจ มีการแย่งชิงการถือครอง “โซ่ ๓ เส้น” ได้แก่ ๑.โซ่ระบบกรรมสิทธิ์ ๒.โซ่อำนาจในระบบบริหารจัดการ ๓.โซ่อำนาจแบ่งปันผลผลิต กำไร ดอกเบี้ย ภาษีฯลฯ ใครจะได้ผลประประโยชน์มากที่สุด? ใครจะบัญชาการใคร? ใครจะไม่ต้องออกแรงทำงาน?ใครต้องออกแรงทำงาน? ใครจะได้หรือไม่ได้”สวัสดิการ” ใครสร้างใครทำ? ใครผลิตใครเลี้ยงใคร? โซ่ ๓ เส้นจะอยู่ในมือคนส่วนน้อยหรือคนส่วนใหญ่ ?
3. ทางสังคม มีความขัดแย้งและการต่อสู้ด้านรูปการจิตสำนึก เช่น สังคมควรยกย่องเชิดชูใคร ระหว่างผู้ทำงาน กับ ที่ถือครองระบบที่ถืออาวุธ ถือกฎหมาย เพื่อควบคุมคนให้จำใจต้องทำงานแล้วส่งผลผลิตให้เขา ระหว่างคนสร้างคนทำกับคนผู้อยู่ฟรีกินฟรี จะยกย่องเชิดชูใคร? ระบบคิดแบบไสยศาสตร์และแบบเป็นวิทยาศาสตร์สังคมจะเลือกระบบคิดแบบใดให้ลูกหลานศึกษาเล่าเรียน?
การต่อสู้ทางชนชั้น ๓ มิติดังกล่าว เกิดขึ้นในสังคมชนชั้นไทยมาหลายร้อยปี และมีมาโดยตลอด ทุกวันเวลา นาที ของการกดขี่ขูดรีดไม่เคยว่างเว้น ทำให้ผู้สูญเสียแรงงาน เสียมูลค่าส่วนเกินและเสียผลผลิตที่สร้างได้เป็นมูลค่ามหาศาล สะสมความสูญเสียมาหลายร้อยปี ในขณะที่ชนชั้นกดขี่ขูดรีดก็สะสมรวมศูนย์ความร่ำรวยจากทรัพย์สมบัติของคนจนๆ ไม่กี่ไปเข้าโกดังตนเองอยู่ตลอดเวลา ทุกวัน ทุกวินาที ด้วยเช่นกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 02, 2014, 12:43:00 PM โดย upd »
หากเมื่อใดก็ตาม ที่มีการต่อสู้ทางการเมือง โดยประชาชนมีคู่กรณี “เป็นชนชั้นสูง” เช่น ต่อสู้เพื่อ “ร้องขอส่วนแบ่งอำนาจเพิ่ม” “ขอสิทธิพิเศษ” “ขอกฎหมายที่เป็นธรรม” “ขอรับบริการการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรม” “ขอในหลักการพื้นฐานที่กำจัดการกดขี่-ขูดรีดในเรื่องอำนาจแบ่งปันและระบบกรรมสิทธิ์” เมื่อนั้น ประชาชนก็จะไม่ได้รับการพิจารณาใดๆ และฝ่ายประชาชนมักจบลงด้วยการถูกปราบปรามเข่นฆ่าทุกครั้ง ระดับความโหดร้ายทารุณเป็นไปตาม จำนวน ขนาด และระดับความเข้มข้นของประชาชนที่บังอาจต่อสู้ท้าทาย ผลคือฝ่ายประชาชนพ่ายแพ้ราบคาบทุกๆ รอบของการต่อสู้
การเก็บรับบทเรียนจากความพ่ายแพ้ในแต่ละครั้ง และผลสรุปจากชีวิตเลือดเนื้อของประชาชน ในการต่อสู้ทางชนชั้น เป็นข้อมูลรากฐานที่มาของหนังสือคู่มือเล่มนี้
คู่มือ “รู้ทันศัตรู” นี้ เหมาะสำหรับประชาชนที่ต้องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง คือ ประชาธิปไตยทางตรง ที่ประชาชนมุ่ง “ถือครอง” อำนาจเองและ “ใช้”อำนาจเองทางตรง สามารถ”ควบคุมผู้แทนราษฎร”ได้เองผ่านสภาหมู่บ้าน ซึ่งเป็นกลไกที่ต้องสร้างขึ้นใหม่ให้ประชาชนมีอำนาจพิจารณา “เลือก” ผู้แทน “ปลด”ผู้แทน “อนุมัตินโยบายทิศทางสังคม” และ “อนุมัติเงิน”ในระดับหมู่บ้านได้เอง
ดังนั้น ผู้ที่จะได้ประโยชน์จากหนังสือนี้ จึงเป็นประชาชนไทยผู้มีพื้นฐานทางความรู้เบื้องต้นว่า “ สังคมไทยเป็นสังคมทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐที่มีอิทธิพลอเมริกาครอบงำ”
ต้องรู้ลึกรู้กว้างไกลไปถึง กลไก องค์กร หน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมก่อกรรมทำเข็ญกดขี่-ขูดรีด ช่วยให้ทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ คงอยู่และสูบโกยกิน ต้องรู้ถึง “ตัวระบบกลไกและบุคลากรทางการเมือง เศรษฐกิจและรูปการจิตสำนึก มีทั้งผู้ถืออาวุธและไม่ถืออาวุธ”
ประชาชนจำเป็นต้องวิพากษ์ระบบคิดที่ผิดชนิดต่างๆ เช่น “ศัตรูที่ทำร้ายประชาชนได้นั้น มีเฉพาะแต่หัวหน้าไม่กี่คนเท่านั้น ลูกน้องไม่เกี่ยว” “ศัตรูมีเพียงอำมาตย์ -ไอ้มาร์ค-ไอ้เทือก” หรือเข้าใจผิดว่า “ถ้าอำมาตย์ ทหาร ข้าราชการคนใด ที่ยังไม่ยิงประชาชนก็ยังไม่ใช่ศัตรู วางใจได้ รอเขายิงเราก่อนจึงจะเป็นศัตรู ถ้ายังไม่ยิงก็ไม่ใช่ศัตรู คนที่ชี้เป้า กองหนุน ถ้าไม่ถือปืน หรือถือแล้วยังไม่ยิงประชาชน ก็ยังไม่ใช่ศัตรู” หรือคิดผิดว่า “เพียงด่าศัตรูเราก็ชนะได้” กระทั่งคิดว่า “ศัตรูมีแต่หน่วยราชการบางหน่วย/กฎหมายบางข้อ/ตุลาการบางคนเท่านั้น” “ทหารชั้นผู้น้อยไม่ใช่ศัตรู ไม่มีอันตรายต่อประชาชนเลย” “ พลเรือน นักธุรกิจ นักบวชก็ไม่ใช่ศัตรู” “ศัตรูมีแต่ในกรุงเทพในต่างจังหวัดไม่มี” “เรามุ่งไปที่บ้านนายใหญ่ของศัตรูที่อยู่ในเมืองก็พอ” “ในต่างจังหวัด ชุมชนและหมู่บ้าน ไม่มีศัตรูหรอก” “ระหว่างทางสัญจรก็ไม่มีใครเป็นศัตรูประชาชนเลย” ฯลฯ
หรืออาจคิดผิดสุดขั้ว เช่น “ยุคนี้เป็นยุคนารีขี่ม้าขาว ท่านจะมาช่วยเรา” “โลกล้อมประเทศ” “เราเป็นธรรม อยู่เฉยๆ ก็ชนะ” “ศัตรูหมดทางไปแล้ว” “ศัตรูเกิดวิปริตพุทธิ อยู่ๆ เราก็จะชนะเอง” “ด่าหรือล้อเลียนศัตรูมากๆ หรือยกย่องทักษิณให้ศัตรูเจ็บใจมากๆ เราก็ชนะเอง”ฯลฯ
ความคิด ตามตัวอย่างนี้ เราจะยืนยันได้อย่างไรว่า “ความคิดนั้นๆ ถูกหรือผิด ?”
การเก็บรับบทเรียนจากความพ่ายแพ้ในแต่ละครั้ง และผลสรุปจากชีวิตเลือดเนื้อของประชาชน ในการต่อสู้ทางชนชั้น เป็นข้อมูลรากฐานที่มาของหนังสือคู่มือเล่มนี้
คู่มือ “รู้ทันศัตรู” นี้ เหมาะสำหรับประชาชนที่ต้องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง คือ ประชาธิปไตยทางตรง ที่ประชาชนมุ่ง “ถือครอง” อำนาจเองและ “ใช้”อำนาจเองทางตรง สามารถ”ควบคุมผู้แทนราษฎร”ได้เองผ่านสภาหมู่บ้าน ซึ่งเป็นกลไกที่ต้องสร้างขึ้นใหม่ให้ประชาชนมีอำนาจพิจารณา “เลือก” ผู้แทน “ปลด”ผู้แทน “อนุมัตินโยบายทิศทางสังคม” และ “อนุมัติเงิน”ในระดับหมู่บ้านได้เอง
ดังนั้น ผู้ที่จะได้ประโยชน์จากหนังสือนี้ จึงเป็นประชาชนไทยผู้มีพื้นฐานทางความรู้เบื้องต้นว่า “ สังคมไทยเป็นสังคมทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐที่มีอิทธิพลอเมริกาครอบงำ”
ต้องรู้ลึกรู้กว้างไกลไปถึง กลไก องค์กร หน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมก่อกรรมทำเข็ญกดขี่-ขูดรีด ช่วยให้ทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ คงอยู่และสูบโกยกิน ต้องรู้ถึง “ตัวระบบกลไกและบุคลากรทางการเมือง เศรษฐกิจและรูปการจิตสำนึก มีทั้งผู้ถืออาวุธและไม่ถืออาวุธ”
ประชาชนจำเป็นต้องวิพากษ์ระบบคิดที่ผิดชนิดต่างๆ เช่น “ศัตรูที่ทำร้ายประชาชนได้นั้น มีเฉพาะแต่หัวหน้าไม่กี่คนเท่านั้น ลูกน้องไม่เกี่ยว” “ศัตรูมีเพียงอำมาตย์ -ไอ้มาร์ค-ไอ้เทือก” หรือเข้าใจผิดว่า “ถ้าอำมาตย์ ทหาร ข้าราชการคนใด ที่ยังไม่ยิงประชาชนก็ยังไม่ใช่ศัตรู วางใจได้ รอเขายิงเราก่อนจึงจะเป็นศัตรู ถ้ายังไม่ยิงก็ไม่ใช่ศัตรู คนที่ชี้เป้า กองหนุน ถ้าไม่ถือปืน หรือถือแล้วยังไม่ยิงประชาชน ก็ยังไม่ใช่ศัตรู” หรือคิดผิดว่า “เพียงด่าศัตรูเราก็ชนะได้” กระทั่งคิดว่า “ศัตรูมีแต่หน่วยราชการบางหน่วย/กฎหมายบางข้อ/ตุลาการบางคนเท่านั้น” “ทหารชั้นผู้น้อยไม่ใช่ศัตรู ไม่มีอันตรายต่อประชาชนเลย” “ พลเรือน นักธุรกิจ นักบวชก็ไม่ใช่ศัตรู” “ศัตรูมีแต่ในกรุงเทพในต่างจังหวัดไม่มี” “เรามุ่งไปที่บ้านนายใหญ่ของศัตรูที่อยู่ในเมืองก็พอ” “ในต่างจังหวัด ชุมชนและหมู่บ้าน ไม่มีศัตรูหรอก” “ระหว่างทางสัญจรก็ไม่มีใครเป็นศัตรูประชาชนเลย” ฯลฯ

หรืออาจคิดผิดสุดขั้ว เช่น “ยุคนี้เป็นยุคนารีขี่ม้าขาว ท่านจะมาช่วยเรา” “โลกล้อมประเทศ” “เราเป็นธรรม อยู่เฉยๆ ก็ชนะ” “ศัตรูหมดทางไปแล้ว” “ศัตรูเกิดวิปริตพุทธิ อยู่ๆ เราก็จะชนะเอง” “ด่าหรือล้อเลียนศัตรูมากๆ หรือยกย่องทักษิณให้ศัตรูเจ็บใจมากๆ เราก็ชนะเอง”ฯลฯ
ความคิด ตามตัวอย่างนี้ เราจะยืนยันได้อย่างไรว่า “ความคิดนั้นๆ ถูกหรือผิด ?”
ฉะนั้น ประชาชนจะรู้ทันศัตรูได้ดี จึงต้องทำความเข้าใจคำนิยาม-คุณสมบัติ-ธาตุแท้และภาระกิจของศัตรูให้ชัดเจน และเข้าใจในประเด็นที่ว่า ศัตรูคือคนในโครงสร้างการกดขี่ขูดรีทางชนชั้น “ทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐที่มีอิทธิพลอเมริกาครอบงำ”
ซึ่งประชาชนต้องสู้เอาชนะยกชนชั้นหรือไม่? ศัตรูคือใครบ้าง?
ประเภทบุคคล ประเภทกลุ่ม ประเภทองค์กร ชื่ออะไร? อยู่ที่ไหน? จำนวนคนเท่าใด? ขนาด-พื้นที่-อุปกรณ์-เครื่องมือ-การจัดตั้งของศัตรู ศักยภาพ กลยุทธ์ และวิธีการกดขี่ขูดรีด-วิธีการปราบประชาชน พวกเขาทำและจะทำอีกอย่างไร?
ประชาชนจะป้องกันตัวอย่างไร?จะลุกขึ้นสู้อย่างไร? ตระเตรียมอะไรบ้าง? ชนะแล้วทำอย่างไร? ซึ่งประเด็นทั้งหมดได้แวดล้อมคำถามสำคัญ ๓ คำถาม คือ
๑. สู้กับใคร?
๒. ชัยชนะของประชาชนคืออะไร?
๓. หลักประกันชัยชนะของประชาชนอยู่ที่ใด?
ทำอย่างไรประชาชนจะร่ำรวยขึ้นหลังชัยชนะ ผลประโยชน์จะไม่ถูกปล้นชิงไป และประชาชน จะต้อง “เป็นฝ่ายกระทำการ หรือ เป็นผู้กำหนดเกมต่อสู้เอง ได้อย่างไรบ้าง?”
ประชาชนจะเป็นผู้กำหนดเป้าหมาย บุคคลเป้าหมาย พื้นที่ กลยุทธิ์ วิธีการเอง อย่างสอดคล้องกับ “การต่อสู้ทางชนชั้นในพื้นที่ของตนเอง และสอดประสานกับเป้าหมายทั้งประเทศได้อย่างไร?”
หวังว่า บทความในหนังสือที่รวบรวมมานี้ จะเป็นแนวคิดพื้นฐานเบื้องต้น ที่น่าจะจุดประกายให้ประชาชนมองเห็นทิศทาง แนวทาง และปลายทางของขบวนต่อสู้ของประชาชน เพื่อจะได้ “กำหนดจุดหมายปลายทาง ออกแบบเส้นทาง รักษาเส้นทางและรับดอกผลชัยชนะด้วยประชาชนเองทางตรง”
หากท่านผู้อ่านเห็นว่าข้อคิดเหล่านี้ มีประโยชน์ต่อชนชั้นล่าง มีประโยชน์ต่อผู้สร้าง ผู้ทำ ผู้หาเลี้ยง ผู้เสียเปรียบ ที่จำต้องเป็น “เจ้าภาพ”ในการปฏิวัติประชาธิปไตยประชาชนแล้ว ก็ควร บอกหรือส่งต่อเป็นวิทยาทานเพื่อช่วยรักษาชีวิตประชาชนในการต่อสู้อย่างเป็นฝ่ายกระทำ สืบไป
ซึ่งประชาชนต้องสู้เอาชนะยกชนชั้นหรือไม่? ศัตรูคือใครบ้าง?
ประเภทบุคคล ประเภทกลุ่ม ประเภทองค์กร ชื่ออะไร? อยู่ที่ไหน? จำนวนคนเท่าใด? ขนาด-พื้นที่-อุปกรณ์-เครื่องมือ-การจัดตั้งของศัตรู ศักยภาพ กลยุทธ์ และวิธีการกดขี่ขูดรีด-วิธีการปราบประชาชน พวกเขาทำและจะทำอีกอย่างไร?
ประชาชนจะป้องกันตัวอย่างไร?จะลุกขึ้นสู้อย่างไร? ตระเตรียมอะไรบ้าง? ชนะแล้วทำอย่างไร? ซึ่งประเด็นทั้งหมดได้แวดล้อมคำถามสำคัญ ๓ คำถาม คือ
๑. สู้กับใคร?
๒. ชัยชนะของประชาชนคืออะไร?
๓. หลักประกันชัยชนะของประชาชนอยู่ที่ใด?
ทำอย่างไรประชาชนจะร่ำรวยขึ้นหลังชัยชนะ ผลประโยชน์จะไม่ถูกปล้นชิงไป และประชาชน จะต้อง “เป็นฝ่ายกระทำการ หรือ เป็นผู้กำหนดเกมต่อสู้เอง ได้อย่างไรบ้าง?”
ประชาชนจะเป็นผู้กำหนดเป้าหมาย บุคคลเป้าหมาย พื้นที่ กลยุทธิ์ วิธีการเอง อย่างสอดคล้องกับ “การต่อสู้ทางชนชั้นในพื้นที่ของตนเอง และสอดประสานกับเป้าหมายทั้งประเทศได้อย่างไร?”
หวังว่า บทความในหนังสือที่รวบรวมมานี้ จะเป็นแนวคิดพื้นฐานเบื้องต้น ที่น่าจะจุดประกายให้ประชาชนมองเห็นทิศทาง แนวทาง และปลายทางของขบวนต่อสู้ของประชาชน เพื่อจะได้ “กำหนดจุดหมายปลายทาง ออกแบบเส้นทาง รักษาเส้นทางและรับดอกผลชัยชนะด้วยประชาชนเองทางตรง”
หากท่านผู้อ่านเห็นว่าข้อคิดเหล่านี้ มีประโยชน์ต่อชนชั้นล่าง มีประโยชน์ต่อผู้สร้าง ผู้ทำ ผู้หาเลี้ยง ผู้เสียเปรียบ ที่จำต้องเป็น “เจ้าภาพ”ในการปฏิวัติประชาธิปไตยประชาชนแล้ว ก็ควร บอกหรือส่งต่อเป็นวิทยาทานเพื่อช่วยรักษาชีวิตประชาชนในการต่อสู้อย่างเป็นฝ่ายกระทำ สืบไป
เชิดชน ชัยนิรันดร์
รวบรวม
๑ ตุลาคม ๒๕๕๗
รวบรวม
๑ ตุลาคม ๒๕๕๗
No comments:
Post a Comment
Note: only a member of this blog may post a comment.